2005/Jul/30

บทที่ 12 ทายาท แห่ง ไตรพสุนธรา The Hier Of Tree Kindoms

แฮก แฮก แฮก !!!!!!

เสียงหอบเพราะความเหนือยอ่อนของคนหัวดื้อดังรวนติดต่อกันเป็นระยะๆ ทั้งที่คนอีกสองคนพยายามที่จะห้ามไม่ให้เค้าออกเดินทางมาหลายครั้งหลายหน แต่คนดื้อก็คือคนดื้ออยู่วันยังค้ำ รู้ทั้งรู้ว่าร่างกายของตัวไม่เอื้ออำนวยแต่ยังฝืนความสามารถของตนอยู่อย่างไม่ยอมลดละ

เจคอบ ข้าว่าเราหาที่พักก่อนดีกว่า เสียงใสๆเอ่ยขึ้นอยากเป็นกังวล

จริงอย่างที่แม่หนูนี่ว่าน่ะเจ้าชาย เจ้าตัวเล็กเสริม

ไม่หรอก อีกแค่ 5 กิโลเมตรเราก็ถึงหมูบ้านนั้นแล้ว คนหัวดื้อยังไม่ยอมลดละ

ตั้งห้ากิโลเมตรน่ะ---เจคอบ คิเรเอ่ยขึ้นเสียงสูง นายจะดื้อไปถึงไหน---ฉันบอกให้พักก่อนไง เจคอบส่งยิ้มทะเล้นๆกลับมาให้คิเร แต่เธอกลับรู้สึกหงุดหงิดมากกว่า เพราะคนดื้อก็เป็นคนดื้ออยู่วันยังค่ำ เธอพอจะรับรู้ถึงความรู้สึกของท่านพ่อท่านแม่มาบ่างแล้วแหละว่า พวกท่านรู้สึกยังไงเวลาที่เธอไม่เชื่อฟังเค้า เธอรู้สึกเป็นห่วงคนดื้อตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก

แซนดี้--ฉันหิวน้ำจัง เจคอบเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

งั้นเรานั่งพักข้างริมธารก่อนมั้ย--กระหม่อม เจ้าชายจะได้ดืมน้ำได้อย่างสบาย กระหม่อมคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องเร่งรีบไปที่นั่นหรอก ไม่งั้นอาการของเจ้าชายจะทรุดหนักกว่าเก่าน่ะกระหม่อม แซนดี้กล่าวขึ้น สีหน้าของเขาส่อแวววิตกกังวล แววตาของเจคอบเปลี่ยนเป็นแววตาเศร้าหมอง จริงอย่างที่แซนดี้ว่า ตอนนี้ร่างกายเค้าอ่อนแอจริงๆ ถ้าไปต่อคงจะไม่ไหวเป็นแน่ แล้วนี่มันโรคอะไรน่ะ ทำไมเค้าต้องเป็นแบบนี้ด้วย ทำไมเค้าต้องอ่อนแอในช่วงระยะเวลาที่ไม่อยากอ่อนแอมากที่สุด

กุบ กับ กุบ กับ!!!!!

ในขณะที่เจคอบคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นก็มีเสียงกีบเท้าม้าแล่นใกล้เข้ามา หูของเค้าตั้งชันราวกันสุนัข หวังในใจว่าเค้าคงจะได้อาศัยร่วมเดินทางไปด้วย แซนดี้และคิเรวิ่งออกไปยืนอยู่กลางทางพรางยกมือขึ้นมาป้องเหนือหัวคิ้วแลมองอาคันตุกะที่แล่นเกวียนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เกียนหรอ คิเรพึมพำ

งั้นเราขอติดขึ้นไปด้วยดีมั้ย เจคอบเสนอขึ้น แต่ไม่ทันที่จะมีใครได้ตอบคำถามนั้น พวกเค้าก็รู้สึกว่าความเย็นยะเยือกแล่นเข้ามาใกล้พร้อมๆกับเกีวยนหน้าตาประหลาดที่ถูกลากด้วยม้าสีดำสนิท ตัวเกีวยนแลดูคล้ายลูกฟักทองลูกโตที่อาบไปด้วยเลือด กลิ่นคราวเลือดคลุ้งไปทั่วทุกสารทิศ ความมืดเข้าครอบคลุมพื้นที่ที่เกีวยนประหลาดแล่นผ่าน ใบไม้ใบหญ้ารอบด้านเหี่ยวเฉาราวกับขาดน้ำมาเป็นพันปี

นั่นมันอะไรน่ะ คิเรถามขึ้น ในขณะที่ร่างกายเริ่มแข็งทื่อเพราะความอึ้งตะลึง

ไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ แซนดี้ตอบ หลบเร็ว หลบออกจากทาง เจ้าตัวเล็กกระตุกชายเสื้อของคิเรเพื่อเรียกสติของเธอกลับมา เจคอบที่ยืนอยู่ข่างริมธาร ล้มลงไปกองอยู่กับพื้นเพราะความเจ็บปวดแล่นผ่านหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ความหนาวเย็นครอบคลุมร่างกายของเค้า สายตาเริ่มพร่ามัว เจคอบมองเห็นภาพพื้นน้ำเบื่องหน้าเป็นทางเดินทางเดินที่มีแสงสว่างๆส่องไปยังทิศทางที่เค้าต้องไป เค้ารู้ดีอยู่ในใจว่าเบื่องหน้าคือธารน้ำที่กำลังไหล่เชี่ยว แต่เพราะความอยากที่จะไปพบใครบางคนมันมีมากกว่า มันบังคับให้ร่างที่มีเรี่ยวแรงเพียงน้อยนิดคืบคลานมุ่งตรงสู่ธารา แต่ก่อนที่เค้าจะวางมือลงบนพื้นน้ำก็เหมือนกับว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมายึดไว้ ก่อนจะกระชากคอเสื้อของเค้าขึ้นมาอย่างไม่บันยะบันยัง

นายสติฟั่นเฟือนไปแล้วรึไง ถึงจะคลานลงไปในน้ำนั้นน่ะ ภาพสาวน้อยเบื่องหน้าตะหวาดใส่เค้าอย่างโกรธกริ่ว แต่ทำไมเธอถึงมีสี่ตา สองปาก สี่หู หรือนี่เป็นเพียงภาพลวงตาที่เล่นตลกกับเค้ากันแน่

แปล๊บ !!!!!!!

แสงสีเงินสะท้อนอยู่เหนือร่างเด็กสาว เบื้องหลังมีเงาดำทะมึนลอยระล่องอยู่บนอากาศ
แสงนั่นคืบคลานเข้ามาใกล้ เจคอบพยายามเพ่งอย่างใจจดใจจ่อไม่ได้สนใจในสิ่งที่เด็กสาวยังพร่ามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เนื่องจากความพร่ามัวของดวงตา เค้าจึงเห็นภาพเบื่องหน้าได้ไม่ชัดเท่าไหร่นัก ยิ่งเพ่งมากเท่าไหร่มันยิ่งสงผลให้เค้ารู้สึกปวดตามากเท่านั้น แต่แสงนั้นมันยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ และชั่ววินาทีสุดท้าย

ดาบ......

เจคอบพยายามใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่กระตุกร่างบางมาแนบอกก่อนจะหมุนตัวหลบคมดาบไปได้อย่างเฉียดฉิว คมคาบปักอยู่บนพื้นดินข้างๆตัวเค้าและเธอ คิเรดีดตัวขึ้นทันทีที่เหลือบไปเห็น แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะดึงเด็กหนุ่มขึ้นมาด้วย เธอมองผ่านร่างมืดมหึมาไปยังเบื่องหลัง ก็สังเกตเห็นว่าเจ้ากวางน้อยกำลังต่อสู้อยู่กับเงาประหลาด มันช่างดูเสียเปรียบเต็มทน ก็ร่างนั่นมันใหญ่กว่าเจ้ากวางน้อย