2005/Aug/29

บทที่ 16ท่านพ่อ กลับไม่กลับ


ท่านพ่อ

คำแรกที่พรั้งหลุดออกจากปากของเขา ดวงตาของคนฟังเบิกกว้างเท่าไขห่านเมื่อถูกขนานนามว่าพ่อ

คลื่นยักโหมกระหน่ำใส่หน้าผู้ฟังอย่างไม่ทันตั้งตัว คลื่นยักที่โถมมาพร้อมๆกับคำว่า พ่อ

คนฟังไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ถูกขนานนามเช่นนั้น แต่รู้สึกเสียใจที่เห็นสีหน้าเศร้าสร้อยอาลัยอาวรณ์ของผู้เรียก ดวงตาสีฟ้าอมน้ำเงินฉายแววเศร้าหมองกึ่งดีใจ แต่ความสงสัยมันมีีมากกว่า

ทั้งๆที่มีหลายสิ่งหลายอย่างคอยเตือนเขา แต่ทำไมน่ะ เด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงไม่เคยปักใจเชื่อเลย แต่สิ่งที่เคยปักใจเชื่อมาตลอดระยะเวลาสิบสี่ปีกลับพลิกผลัน นี่เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่

พักผ่อนเถอะ---ลูกพ่อ

เมื่อกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนหันหลังให้กับคนได้ชื่อว่าเป็นลูก

เจคอบแลมองแผ่นหลังอันสง่าของผู้เป็นพ่อก่อนจะหลุบต่ำมองไปยังปลายเท้าของตน

เฮ้ย พวกนายเล่นอะไรกันว่ะ

ไก่ตาแตกร่วมห้องถามขึ้นอย่างงุนงงในบทสนทนาของทั้งคู่อย่างจับหางชนหัวไม่ถูก

นายอย่าบอกน่ะคาโล ว่าเจคอบปะ...เป็นลูกนาย แล้วนายไปไข่ทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่เห็นบอกกัน

คิลถามอย่างรุกรี้รุกรน „แต่เดียวสิ...นายเพิ่งสิบหกเอง แล้วจะไข่ได้ไง อย่างต่ำถ้าไข่ได้ลูกก็น่าจะอายุซักสองหรือสามขวบ ไม่ใช่สิบสิบสี่

คนพูดทำหน้าแตกตื่นตกใจสุดขีด

แล้วไปไข่ไว้กับใคร แล้วถ้าไอเฟรินมันรู้มันจะวะ.....โอ๊ย

โป๊ก....

คทาพิพากษาฟาดลงมาบนหัวนักฆ่าเข้าอย่างจัง เมื่อเจ้าของคทาควบคุมอารมณ์ไม่ได้อีกต่อไป คนฟังกัดฟันกรอดอยากจะเสกให้คนตั้งคำถามเป็นน้ำแข็งนัก ถ้าหากไม่ติดอยู่ที่เกรงว่าเด็กจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ก๊อก ก๊อก....

ในขณะที่คนถูกเขกเกาะหัวป่อยๆ ส่วนคนทำหน้าที่ลงทัณฑ์ยืนสะกดอารมณ์อยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

ใคร

คาโลถามขึ้นเสียงเรียบ

ฉันเอง โร

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงเดินไปเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือน

ฉันเล่าให้พี่โรเวณฟังแล้ว

โรเอ่ยเสียงเครียด

นายว่าไงบ่าง

คนฟังถามขึ้น

ก็เล่าความจริงทั้งหมด วาเจคอบเป็นใคร มาจากไหน

แล้วพี่โรเวนว่าไงบ่าง พวกนายเล่าให้ฟังบ่างสิ งงไปหมดแล้ว

คิลถาม ทั้งสองหันขวับมาจ้องเขาตาเขม็ง ก่อนที่คาโลจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น

ได้ฉันจะเล่าให้นายฟัง

จากนั้นคาโลก็เริ่มอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้คิลฟัง คิลนั่งเอามือเท้าคางฟังอย่างใจจดใจจ่อราวกับเด็กฟังแม่เล่านิทานพร้อมทั้งยังพยักหน้าหงึกหงักอย่างรับรู้ถึงเหตุการที่เพื่อนเล่ามา

โรเดินไปนั่งข้างๆเจคอบพร้อมกับพูดคุยด้วยเล็กๆน้อยๆตามประสาคนคุ้นเคย แต่ตอนนี้เจคอบรู้แล้วว่าใครเป็นพ่อที่แท้จริงของเขา แต่ก็ยังนับถือโรเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง โรเปิดเสื้อเจคอบเพื่อสำรวจดูบาดแผลของเจคอบก่อนจะหันไปคุยเรื่องอาการบาดเจ็บกับหมอโอเดล

เมื่อคาโลและคิลพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว คำถามมากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวนักฆ่าเช่นเดียวกัน

ใครตามทำร้ายเจคอบ

คิลถามขึ้น

และทำไมนายต้องเอาลูกให้โรเลี้ยง

คนถูกถามส่ายหัวไปมาเป็นคำตอบว่าตัวเขาก็มือแปดสิบแปดด้านเช่นกัน

อย่างนี้คงต้องถามเจ้าตัวเอง

คิลออกความเห็น

นายรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบ่าง อาทิเช่น ใครล่านาย เพราะอะไร นายมาที่นี่เพื่ออะไร

นายไม่คิดว่านายตั้งคำถามเยอะไปหรอ--คิลเจคอบยังไม่สบายดีเลยน่ะ

คาโลค้านขึ้น

รึว่านายไม่อยากรู้

ฉันอยากรู้ แต่เรื่องของอนาคต เราก็ควรจะปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมัน

งั้นเอาแค่ ใครตามล่าเจคอบก็ได้ และเจคอบจัดการกับมันยังไงตอนอยู่ข้างสระน้ำ

คิลตอบ

แล้วมันไม่แปลกไปหน่อยหรอที่ไอ้ปีศาจนั่นบุกเข้ามาในโรงเรียนได้โดยไม่มีใครสังเกตุเห็น

ไม่แปลกหรอก เพราะมันไม่ได้มาในทางที่คนปกติธรรมดามากัน
โรเอ่ยขึ้น

นายหมายความว่าไง
คาโลถาม

ฉันเพิ่งค้นเจอในหนังสือ และรู้มาว่า ไอ้ปีศาจนั่นไม่ใช่สิ่งมีชิวิต แต่เป็นจิตวิญญาณดำที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้วิเศษแห่งด้านมืด ผู้สร้างสามารถจะส่งไปในที่ที่เขาต้องการ คิดถึงตรงไหนก็ไปปรากฎที่นั่น สั่งตามล่าใครก็จะไปหาคนนั้น

นายหมายความว่ามันตามล่าเจคอบอยู่หรอ

คิลถาม โรพยักหน้าตอบ

เพื่ออะไร

เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่

คนที่นอนเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นบ่าง

หมายความว่าไง

คิลถาม

ปีศาจนั่นบอกว่าผมจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่มันพูดเท่าไหร่นัก มันบอกว่าตำแหน่งนี้ไม่คู่ควรแกทายาทแห่งไตรพสุนธรา แต่คู่ควรแก่ทายาทแห่งบูรพา

ทายาทแห่งไตรพสุนธรา

คิลทวนคำ มุ่นคิ้วเข้าหากันอย่างนึกฉงน

ทายาทแห่งสามดินแดน

คาโลอธิบาย

ฉันรู้โว้ย ว่ามันหมายความว่าไง

คิลโวยขึ้น คาโลยักไหลใส่อย่างไม่ถือสา

และมันรู้ได้ไงว่าเจคอบอยู่ที่นี่

คาโลถาม

และที่ฉันรู้อีกอย่างนึงคือ

โรเอ่ยขึ้น

ถ้ามันเห็นคนที่มันตามล่าแล้ว มันก็จะสามารถตามล่าเขาไปได้ทุกที่มันจะตามกลิ่นของผู้ถูกล่า แต่มีอยู่ทางเดียวคือ หากผู้ถูกล่าไม่เคยใช้เวทหรือผ่านการต่อสู้มา มันจะไม่สามารถติดตามได้เช่นกัน เพราะการใช้เวทน์หรือต่อสู้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจด้านมืด ถึงแม้จะต่อสู้เพื่อป้องกันตัวก็ตาม แต่การทำร้ายคู่ต่อสู้ หรือการเบียดเบียนซึ่งกันและกันก็ถือเป็นความผิด หรือที่เรียกกันว่าความเลวร้าย

แต่ผมไม่เคยต่อสู้เลย

เจคอบเอ่ยขึ้น

นายเคยสู้---เจคอบ นายสู้แบบที่ตัวเองไม่รู้ตัว

คิลเอ่ย

ที่คิลกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว

โรกล่าว

เจคอบสู้แบบไม่รู้ตัว และใช้เวทน์แบบที่ตัวเขาเองไม่ได้เป็นคนใช้ แต่จิตใจด้านมืดของเขา

นายหมายความว่า.....

ฉันคิดว่าอาจจะเป็นตอนที่เขาแอบทำพิธีมาที่นี่ โดยไม่บอกฉัน

โรกล่าวพร้อมกับหันหน้ากลับไปมองผู้ต้องหา เจคอบทำหน้าหงออย่างรู้สึกผิด

จึงทำให้ปีศาจตามกลิ่นได้ และตอนที่เจคอบถูกทำร้ายตอนเราเข้าไปเจอนั้น พลังภายในตัวของเจคอบได้ออกมาปกป้องเขา ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องรู้วิธีใช้นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้เวทน์

แล้วทำไมมันไม่เอาตัวเจคอบไปล่ะตอนนั้น --- ฉันหมายถึงตอนระหว่างที่เราเดินทางกลับไปที่ค่าย ทำไมมันถึงดักรอเรา

คิลถาม

มันได้กลิ่น ของผู้ใช้เวทน์ มันเลยดักรอเพื่อดูดพลังของคนคนนั้น

โรอธิบาย

ไอ้คาโล

คิลเปรย โรพยักหน้ารับ

แต่มันรู้ได้ไงว่าคาโลจะไปที่นั่น

โรเผยรอยยิ้มเยาะออกมา

มันไม่รู้หรอกคิล ว่าเรากำลังจะไปที่นั่น แค่มันได้กลิ่นไอเวท์ มันก็พร้อมที่กลืนกกินทุกคนที่ผ่านไปทั้งนั้น เสียแต่ว่ามันโชคร้ายที่เจอไอ้คาโล เอ้ย คาโล ต่างหาก

โรที่กำลังไหลลื่นไปกับคำสรรพนามของคาโลที่ถูกคิลเรียก รีบกลับคำทันควัน

กลืนกิน

คิลทวน

ดูดพลังน่ะ

คาโลอธิบาย

- A

(....อันนั้นฉันก็รู้เว้ย.. ) คิลมองหน้าคาโล
เจคอบที่กำลังนอนมองบทสนทนาของผู้ใหญ่ในวัยรุ่นอย่างสนุก เขาเปรยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก่อนที่จะพลิกตัวกลับไปมองหญิงสาวผู้นอนอยู่เตียงถัดไป ท่านแม่ เขาไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมอาหญิงถึงน้ำตาซึมทุกครั้งที่เล่าเรื่อง ...หัวขโมยแห่งบารามอส.. ให้เขาฟัง ที่แท้อาหญิงก็แค่อยากจะเล่าเรื่อง ..แม่.. ของเขานี่เอง แม่ของเขาช่างงดงามเหลือเกิน งานเกินกว่าที่จะอธิบายได้

เจคอบลุกลงจากเตียง แล้วไปนั่งลงกับพื้นข้างเตียงของเฟรินก่อนจะคว้ามือของเธอมาแนบแก้มของตน
มองดูใบหน้าอันอ่อนหวานที่หลับตาพริ้ม งดงามราวกับนางฟ้า เขามุดหัวซุกอยู่ข้างๆเฟรินแล้วพล้อยหลับไปในที่สุด

+++++++++++
ท่ามกลางป่าสนดกทึบ มีเพียงแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างยอดสนทอดลงมาบนพื้นดิน เธอกำลังเดินอยู่ในนั้น เดินอย่างโดดเดียวมองหาใครบางคน แต่ดูเหมือนว่าจะไร้ร่องรอยของเขาคนนั้น

คาโล......คิล.......พวกแกอยู่ไหนว่ะ

หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลตะโกนเรียกบุรุษทั้งสอง แต่เสียงร้องตอบกลับมากลับกลายเป็นเสียงคนอื่นแทน

ท่านแม่ฮึ ฮึ ฮึ

เสียงเด็กน้อยผู้กำลังหลงทางเรียกร้องหาผู้เป็นแม่ พร้อมกับสะอื้น

เสียงเด็กนี่หน่า

เฟรินที่กำลังเดินอยู่ในป่าสนพึมพำก่อนจะวิ่งตามเสียงนั้นไป

หนูน้อย....เธออยู่ไหนจ๊ะ

เธอตะโกนถามอย่างอ่อนโยน

ท่านแม่

เขาตะโกนกลับ

ฉันไม่ใช่แม่ของเธอหรอกน่ะ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะหลงทาง ฉันจะพาเธอออกไปเอง

....เราก็หลงนี่หน่า แล้วจะพาเด็กออกไปได้ไงว่ะ.... หัวขโมยสาวเกาหัวแก๊รกๆอย่างปลงสังเวชตัวเอง

ท่านแม่

เด็กนอ้ยร้องขึ้นอีกรอบ เฟรินพยายามวิ่งตามเสียงร้องของเด็กน้อยผู้น่าสงสาร แต่แท้จริงแล้วเธอก็ไม่ได้น่าสงสารน้อยไปกว่ากันเลยที่หลงอยู่ในป่าแห่งนี้ เธอนึกฉุนเพื่อนสองคนนักที่ปล่อยให้เธออยู่ที่นี่คนเดียว พร้อมทั้งเธอยังพยายามมองลอดกิ่งสนเล็กที่พยายามเติบโตเที่ยบเทียมรุ่นใหญ่ แต่มันช่างเป็นอุปสรรคปัญหาสำหรับเธอซะเหลือเกิน เพราะนอกจากเธอจะต้องเดินเหยียบกิ่งไม้ระเกะระกะบนหมู่มอสแฉะๆแล้วยังต้องหลบกิ่งก้านสาขาเล็กๆอีกมากมาย สงสารเด็กน้อยคนนั้นจริงๆ คนเป็นแม่นี่ยังไงน่ะถึงได้ปล่อยให้ลูกของตัวมาเดินเล่นอยู่ในป่า

เฟรินมุดหน้างุดๆไปตามเสียงร้องของเด็กน้อย ตอนนี้เธอตามต้นเสียงเขาได้แล้ว เขายืนอยู่เบื่องหน้าที่อยู่ไม่ห่างจากเธอเท่าไหรนักเด็กน้อยผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลอายุราวๆห้าขวบซุกหัวแนบกับต้นสนด้วยท่าทีหวาดกลัว

อย่าร้องน่ะเด็กน้อย พี่จะช่วยเธอออกไปจากปะ....

ยังไม่ทันที่เธอจะกล่าวจบกิ่งไม้สนเล็กๆก็ดีดเข้ามากลางใบหน้างามๆของเธอ

แผละ เปี๊ย!!!!

โอ๊ย...ไอ้กิ่งไม้เวรนี่

เธออุทานก่อนจะสบทออกมาอย่างไม่สุภาพเธอนั่งลงเอามือถูไถใบหน้าไปมาเพราะความเจ็บ เด็กน้อยที่กำลังยืนร้องไห้หันกลับมามองเธอพร้อมกับยิ้มร่าก่อนจะวิ่งเข้ามากอด แล้วหัวเราะเยาะเฟริน

ท่านแม่

เด็กน้อยเรียกเธอเล่นเอาคนถูกเรียกผวาพร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆกลับไปให้เด็กน้อย แต่เด็กตรงหน้ากลับกอดเธอไว้แน่นพร้อมกับจ้องหน้าเธอจนตาไม่กระพริบก่อนจะมุ่นคิ้วคู่เล็กสวยเข้าหากันแล้วพูดคำที่ทำให้คนฟังถึงกับสะอึก

ท่านแม่บาดเจ็บ

.......กร๊ากกกกกกก...... เฟรินอยากจะเอาหัวโขกกับต้นสนตาย นี่เธอเพิ่งสิบหกน่ะ แล้วจู่ๆเด็กตรงหน้าก็มาเรียกเธอว่าแม่

แต่เด็กน้อยไม่ว่าเปล่า อีกทั้งยังยื่นมือเล็กๆของเขามาสัมผัสโหนกแก้มของเธออีกต่างหาก

เฟรินรับรู้ถึงความอุ่นที่สัมผัสลงมาก็อดที่จะไม่เอ็นดูคนตรงหน้าไม่ได้ ดวงตาสีน้ำเงินคู่เล็กแลดูตระหนกไร้เดียงสายิ่งนัก เธอจึงส่งยิ้มหวานๆให้เด็กน้อยก่อนจะตัดสินใจอุ้มเขาขึ้นมา

หลงทางหรือจ๊ะหนุ่มน้อย บ้านเธออยู่ไหนล่ะ

เธอกล่าวอย่างอ่อนโยน เด็กชายเอียงหัวมองหญิงผู้อุ้มอย่างฉงน ก่อนจะเบ้ปากเหมือนจะร้องไห้

ท่านแม่ลืมผมจริงๆด้วย

เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เฟรินแสยะยิ้มกลับอย่างมึนงงกับคำพูดก่อนจะปลอบประโลมเด็กน้อยตรงหน้า

แม่ไม่ได้ลืมเธอหรอกจ่ะ

เธออธิบายอย่างนุ่มนวล เด็กน้อยปริยิ้มออกมาอีกครั้ง

แค่พี่ไม่ใช่แม่เธอเท่านั้น

รอยยิ้มที่เคยเบ่งบานราวดอกทานตะวันหุบลงอย่างกระทันหันเมื่อเฟรินพูดจบ

เฟรินทำสีหน้าตกใจ อย่างสงสัยว่านี่เธอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะเหตุใดสีหน้าของเด็กน้อยตรงหน้าถึงได้เปลี่ยนสีกระทันหันเช่นนี้ เด็กน้อยเบือนหน้าหนีอีกครั้ง

ท่านแม่ลืมผม

และ...แล้วเธอชื่ออะไรล่ะจ๊ะหนุ่มน้อย บ้านอยู่ที่ไหนจ๊ะ

เธอซักไซร้เพื่อทำลายบรรยากาศอึมครึม

บ้านหลังเดียวกันกับท่านแม่

เด็กน้อยตอบเสียงอ่อยๆเหมือนจะหมดแรง

ส่วนชื่อที่ท่านแม่ตั้งให้คือ เจคอบ จาคอบเบี่ยน วาเนบลี

ตุ๊บ !!!!!!!!!!!
เฟรินเหลือกตาอย่างตกใจหัวใจล่วงลงไปกองอยู่ตาตุ่ม ก่อนจะปล่อยเด็กน้อยหลุดจากมืออย่างไม่ตั้งใจ

.....เป็นไปไม่ได้... คือสิ่งที่เธอคิดในตอนนี้ หน้าเหมือน ชื่อก็ตรง แต่เจคอบที่เธอเจอมีอายุตั้งสิบสี่ปี ไหนจึงได้กลายเป็นเด็กวัยสี่ขวบ

ท่านแม่

เด็กน้อยครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไป

เจคอบ

เฟรินตะโกนก่อนจะยกมือขึ้นมากุมปากแล้ววิ่งตามเด็กน้อยไป

เจคอบ

เธอวิ่งตามไปอย่างรู้สึกเจ็บปวด เธอคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เธอก็จะตามเขาไป เธอปล่อยให้เขาหลงอยู่ในป่านี้ไม่ได้

เจคอบ

ความเงียบเข้าครอบคลุม กลิ่นไอแห่งความวังเวงและสูญเสียบินเตะจมูกเธอเข้าอย่างจัง ความหวาดกลัวก่อกลุ่มขึ้น.......โอ๊ว เด็กน้อยผู้น่าสงสาร นี่เจ้าจะเป็นเช่นไรน่ะ.....

เจคอบบบบบบบบบบบบ

++++++++++++++++

แฮ๊กแฮ๊ก!!!!!!!

เฟริน เจคอบเป็นอะไรรึเปล่า

คาโลถามขึ้นอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นทั้งสองสดุ้งขึ้นมาพร้อมกันและหอบรัวๆราวกับวิ่งหนีเสือมาก็ไม่ปาน

เปล่าๆๆๆ

ทั้งสองตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน เล่นเอาคนมองถึงกับงง

พวกแกไปก่อสร้างมารึไงเหงือตกราวกับฝนตกใส่ จนเปียกปอนหอบแฮ๊กๆ เหมือนหมากันทั้งคู่

คิลถาม เฟรินและคาโลเหลือกตาโตก่อนจะหันมามองหน้ากันอย่างระแวง

คาโล... แกมานี่ดิ

เฟรินกวักมือเรียกคาโลเข้ามาหาตน เจคอบกระโดดขึ้นไปนั่งอยู่บนที่นอนแล้วจึงเรียกโร

ท่านพ่ะ..โร ผมขอคุยด้วยหน่อย

เจคอบเรียกบ่าง

ทั้งสองคู่กระซิบกระซาบบางสิ่งบางอย่างให้คู่สนทนาฟัง มีเพียงแต่คิลที่นั่งมองอย่างฉงนสงสัย

คาโลเลิกคิ้วก่อนจะปริยิ้มออกมาหลังจากที่ฟังสิ่งที่เฟรินอธิบาย แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อไป ได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างเอ็นดูปนนึกขัน

แล้วนายคิดว่าไงล่ะ

เฟรินส่ายหัวไปมาอย่าง ปากคู้สวยเบ้ขึ้นก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

แล้วนายล่ะเจคอบ เป็นอะไร

คาโลหันไปถามเจคอปที่กำลังนั่งกระซิบกระซาบอยู่กับโร คนถูกเรียกถึงกับสะดุ้งโหยง

ผะ... ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบก็มีเสียงเอะอะโวยวายอยู่ด้านนอก

นะ นะ นะ พี่เรนอน ปล่อยคิเรเข้าไปเถอะ

เสียงออดอ้อนของเธอพยายามวิงวอน

ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้

เรนอนตัดพ้อ คิลจึงตัดสินใจเดินไปเปิดประตู

ครืดดดด

มีอะไรกัน

เขาถามขึ้น

คุณคิล

เรนอนอุทานขึ้น

คิเรจะเข้าไปดูเจคอบ คิเรได้ยินมาว่าเจคอบถูกทำร้าย เพระาฉนั้นเราต้องกลับไปที่ของเราเดี๋ยวนี้

กลับ ที่ของพวกเจ้า

คิลทวน

ใช่ กลับตอนนี้เลย

เธอยืนยัน

ตอนเที่ยงคืนนี่น่ะ

คิลถาม

เออ อะ......เออ

เธอตอบตะกุกตะกัก

จะยืนคุยกันอยู่ข้างนอกรึไง เข้ามาก่อนสิ

คาโลเอ่ยขึ้น

อะ..เออ ได้หรอค่ะ คาโล

เรนอนถามขึ้น

ได้สิ

........แปลกแฮะ......... ความสงสัยของเจ้าหญิงแห่งคาโนวาลผุดขึ้นมา

เรามีเรื่องต้องคุยกัน......คิเร

คาโรเปรยขึ้น เล่นเอาคนถูกเรียกนึกขนลุกขนพอง นันย์ตาคู่สีฟ้าฉายแววสงบแน่นิ่ง
คิเรก้มหน้าลงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเงยขึ้นแล้วชี้นิ้วเข้าหาตัว คาโลพยักหน้ารับ เธอจึงเดินเข้าไปพร้อมกับมีเรนอนตามเข้าไปด้วย

เรนอนเดินไปนั่งข้างๆเฟรินก่อนจะถามขึ้นอย่างสุภาพว่า

เป็นไงบ่างค่ะเฟลิโอน่า

เฟรินสดุ้งเฮื้อกเมื่อถูกขนานนามว่า ..เฟลิโอน่า..

อย่าเรียกผมแบบนั้นเลย

เธอกล่าวก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮื้อกใหญ่

มันเลวร้ายมากเลย...

เฟรินตอบ

เลวร้าย

เรนอนทวนคำ

ทำไมล่ะค่ะ หรือว่าเฟลิโอนะ...เฟรินยังเจ็บตรงไหนอยู่

เฟรินส่ายหัวไปมาเป็นคำตอบ ก่อนปากพล่อยๆจะเผลอพูดสิ่งที่ไม่สมควรพูดออก

ก็จะไม่เลวร้ายได้ไง ก็โดนฝันพิศดารบายเบอะมาหลอกมาหลอนอยู่ตั้งหลายหน เดี๋ยวก็ฝันว่าต้องยกลูกให้คนอื่นเลี้ยงบ่าง เดี๋ยวก็ฝันว่าลูกโดนฆ่าบ่าง และไอ้ล่าสุดนี่น่ะ ยังฝันว่าเด็กห