TTOB-Fictions

2005/Sep/18

เฟริน เจคอบตื่น

คิลเรียกสองตัวแสบที่นอนเอาขากายกันอย่างไร้สภาพบนกระดานหมากรุกอย่างปลงไม่ตก

ตื่นยากทั้งแม่ทั้งลูกเลยเว้ย ไอ้พ่อมันก็อาบน้ำอยู่ได้ตั้งนาน เมื่อไหร่จะเสด็จมาปลุกลูกเมียมันว่ะคาโลน่ะคาโล แกนี่มันซวยจริงๆที่ได้ลูกอย่างเจคอบมัน ทั้งหนีมาจากอนาคต ทั้งยังตื่นยาก

คิลนั่งบ่นไปตามประสาเพราะความเซง

ตุ๊บ...

เสียงบางสิ่งบางอย่างร่วงอยู่หน้าประตูห้องของเขาคิลคว้ากริชคู่กายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งไปยังประตูและเปิดออกเตรียมรบ แต่พอเขายกมือขึ้นเพื่อเตรียมจู่โจม ผู้มาเยือนก็ถอยหลังสะดุดเท้าลงไปกองอยู่กับพื้น สีหน้าตื่นตระหนก

เรนอน เธอเป็นไง.....เธอได้ยินอะไรบ่าง

คิลถามด้วยสีหน้าแตกตื่น กริชในมือยังตั้งอยู่ท่าเดิมเหมือนเตรียมจู่โจม เรนอนมีสีหน้าแตกตื่นเช่นกัน

......เจคอบบบ ลูกคาโลจากอนาคตหรอ.........แล้วคิเร.....เป็นใคร.....ทำไมถึงได้เหมือน.....เรา

พวกนายรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าเจคอบเป็นใคร

เธอถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ก็อย่างที่เธอได้ยิน
พวกนายเห็นเราเป็นอะไร ทำไมไม่บอกกันบ่างเลย

เรื่องคาโลมันฉันไม่อยากยุ่ง และอีกอย่างเราก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ด้วย

แต่อย่างน้อยก็น่าจะเล่าให้กันฟังบ่าง

เธอกล่าวอย่างน้อยใจ

ก็คิดว่ามันไม่จำเป็น และเธอก็ไม่ควรที่จะรู้นี่หน่า

คิลเอ่ยเรียบๆ

เรื่องของทายาทแห่งคาโนวาล จะไม่จำเป็นได้ไง และอีกอย่างน่ะคิลฉันเป็นคนคาโนวาล

เรอนอนขึ้นเสียงสูง

แล้วเธอจะให้ฉันทำไงล่ะ ฉันมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะให้เที่ยวพล่ามให้คนโน้นคนนี้ฟังทีได้ไง

นี่นายเห็นฉันเป็นอะไร--คิล อย่างน้อยๆฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของป้อมอัศวินน่ะ หรือว่าฉันเป็นแค่คนโน้น คนนี้สำหรับนาย ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยใช่มั้ย ไม่สมควรที่จะรับรู้เรื่องนี้บ่างเลยรึไง

เธอเป็นส่วนหนึ่งของป้อมและเป็นคนของคาโนวาล แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะรับรู้เรื่องของคาโลมันทั้งหมดหรอกน่ะ

ใช่สิในสายตานายฉันมันแค่คนนอก บอกกันอยู่แค่สามคนนั่นแหละ ฉันไม่จำเป็นค้องรับรู้อะไรหรอก

เฮ้ออ...ผู้หญิง..

คิลถอนหายใจ

เชอะพวกผู้ชายก็งี้แหละ

เธอกล่าวบ่าง

เธอหมายความว่าไง

คิลสวนกลับ

ก็หมายความว่าพวกผู้ชายงี่เง่าไง

เธอตอบกลับ ...วันนี้เราเป็นอะไรกันน่ะ ทำไมถึงเอาแต่ใจตัวเองจัง..ไม่อยากจะพูดออกไปเลย.

คิลหน้าแดงเพราะความโกรธ เพียงแค่เขาไม่เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังก็ถูกกล่าวหาว่างี่เง่าแล้วหรอ

ผู้หญิงก็งี่เง่าไม่แพ้กัน แค่ไม่เล่าให้ฟังก็ตีโพยตีพายไปทั่ว----ไร้สาระ

เขากล่าวบ่าง

ใครจะไปมีสาระมากอย่างนายล่ะ

เรนอนประชด

หยุดน่ะ

เสียงหนึ่งตะโกนห้ามมาแต่ไกล

ท่านพ่อใจร้าย อย่าทำร้ายท่านแม่น่ะ

เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีม่วงวิ่งฉับฉับๆมาะตามระเบียงด้วยที่ท่าแตกตื่น คิลและเรนอนมองซ้ายมองขวาอย่างงุนงน หาบุคคลที่กำลังจะถูกทำร้ายใกล้ๆก็ไม่เห็นมีใครนี่หน่า
อย่าทำร้ายท่านแม่น่ะ

คิเรร้องไห้ฟูมฟายก่อนจะกระโจนลงไปกอดเรนอนซะแน่นแล้วหันไปต่อว่าคิล

ท่านพ่อใจดำ โหดร้าย ถ้าจะฆ่าท่านแม่ ก็ฆ่าคิเรให้ตายไปเลยดีกว่า

คนฟังอ้าปากค้างไม่เข้าใจว่าเธอพูดถึงอะไร ทั้งงงทั้งอาย คนถูกกอดถึงกีบหน้าแดงก่ำราวลูกตำลึงสุก คิเรกอดเธอไว้แน่น

เธอะ.....เธอเรียกฉันว่าพ่อหรอ

คิลทำหน้าเหร่อหรา ดวกตาเบิกกว้างมืออีกข้างถูกยกขึ้นมาชี้ใส่ตัว ผิดกับมาดนักฆ่ายิ่งนัก ดูไปดูมาเหมือนฆาตกรปัญญานิ่มซะมากกว่าคิเรสะดุ้งโหย่งเมื่อตั้งสติได้ก็จะไม่ให้เธอตกใจได้ไงก็ในเมื่อคิลถือมีดยืนท่าเหมือนจะจู่โจมเรนอนที่นั่งกองอยู่กับพื้นอย่างเสียท่า

ง้า...ไม่มีอะไร

เธอลุกขึ้นพรวดก่อนจะยื่นมือส่งให้เรนอนที่นั่งกองอยู่กับพื้นแล้วพูดขึ้นว่า

ก็คิเรได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย และก็กริชที่อยู่ในมือของพี่คิล คิเรเลยคิดว่า พี่คิลกำลังจะฆ่าพี่เรนอน

คิเรเช็ดน้ำตาไปพร้อมกับแก้ตัว

เธอ..เธอเรียกเราสองคนว่าอะไร

เรนอนถามตะกุกตะกัก

เออ....อืม...เออ...

คิเรเริ่มรู้สึกอึดอัดวางตัวไม่ถูก

เรารู้กันหมดแล้วแหละว่าพวกเธอมาจากอนาคต

คิลเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม คิเรเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...งั้นท่านน้าก็ทราบว่าเจคอบเป็นใครแล้วน่ะสิ...

คิเร...คิเร..เรียกท่านทั้งสองว่า...ท่านพ่อ กะ...กับท่านแม่..

สาวน้อยหน้าหงอกล่าวอย่างไม่มั่นใจ

โอ้ม๊ายยยยยยยยยยยย กร๊ากกกกกกกกกกก ลูกฉัน ไม่เอาาาาาาาาา แบบนี้ไม่เอานี่หนีฉันมาใช่มั้ย ไม่จริง ไม่ใช่ๆๆ กร๊ากกกกกกกกก รับไม่ได้

คิลกระสับกระส่ายกระโดดโหยงเหยงไปมาอย่างตั้งตัวไม่ถูก เดินเตะประตูที กระโดดขึ้นลงที ในขณะที่เรนอนเริ่มมีสีหน้าแดงก่ำ ตัวเริ่มร้อนผาวรู้สึกมึนงงจนตั้งตัวไม่ติด ก่อนจะล้มลงไปกองอยู่กับพื้น

ท่านแม่

คิเรอุทานเสียงดังลั่น

เรนอน

คิลอุทานขึ้น หันกลับมามองร่างบางที่ล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ก่อนวิ่งเข้ามาอุ้มเธอขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน

เปิดประตูห้องที

คิลออกคำสั้ง คิเรทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อเดินเข้าไปก็นึกหมั่นไส้ไอ้ลิงสองตัวนัก มันนอนอยู่ได้ตั้งนมตั้งนาน อยากจะเอาฝ่าพระบาทยันมันทั้งคู่ลงให้มันรู้แล้วรู้รอด

คิลวางเรนอนลงบนเตียงของเฟริน ( อดีตเตียงของเฟริน) ก่อนจะวิ่งไปหาอะไรมาผัดให้เรนอน

ครื๊ดดดดดดดดดด

คาโลเดินออกจากห้องน้ำมาก็ถึงกับยืนตะลึง

เรนอนเป็นอะไรหรอ

เขาถามขึ้น

เป็นลมไงไอ้โง่ ถามได้

นักฆ่าตอบอย่างใจร้อน คาโลถึงกับสะดุดขาตัวเอง ...นี่มันเป็นอะไรของมันว่ะ..

เรนอนเป็นอะไรหรือคิเร แล้วพวกเธอมาทำอะไรที่นี่แต่เช้า

คาโลหันกลับไปถามคิเรที่มุ่่นคิ้วอย่างสำนึกผิด

คิเรก็แค่บอกว่าคิเรเป็นลูกท่านแม่เท่านั้นเอง

เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ คาโลจึกเข้าใจทันที

ก็ท่านพ่อทำท่าเหมือนจะับังคับคิเรนี่ค่ะ

เธอเป็นลูกไอ้คิลหรอกหรอ

คาโลถาม

ค่ะ คิเรตามเจคอบมาที่นี่

แอบมา

คาโลถาม....ฮึฮึ อย่างน้อยๆ ลูกเราก็ไม่ได้หนีมาคนเดียว...ลูกมันก็หนีมาด้วย...
( เราชักประหลาดขึ้นทุกทีแฮะพักหลังนี้ หลุดโหมดน้ำแข็งนิดหน่อย)

คิเรผยักหน้ารับแล้วก็เดินไปนั่งลงข้างๆเรนอน ก่อนจะคว้ามือเธอเข้ามากอดแล้วลูบไปมา คิ้วคู่งามมุ่นเข้าหากัน ปากคู่สวยเบ่เล็กน้อย

ท่านน้าช่วยปลุกเจคอบให้หน่อยได้มั้ยค่ะเราต้องไปเตรียมตัวแล้ว เพราะเราต้องออกเดินทางคืนนี้แล้ว เพราะพรุ่งนี้เราต้องเดินทางต่อ ไปหาท่านน้าเฟลิโอน่า และท่านน้าคาโล...ในอนาคตน่ะค่ะเพื่อทำพิธีเปิดตัวทายาทคนสำคัญแห่งคาโนวาล

คิเรวิงวอน

ในที่สุดมันก็เป็นความจริงสิน่ะ

หญิงสาวผู้เคยหลับไหลในยามนี้ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นเสียงเครียด

เฟริน..นาย..ได้ยิน...

ใช่ฉันได้ยิน....ทำไมน่ะคาโล..ทำไมต้องเป็นลูกของเรา

เฟรินร้องไห้พร้อมกับยื่นมือไปลูบหัวของเด็กหนุ่มขี้เซาอย่างหวงแหน ถึงเธอจะอายุแค่ 16 แต่เธอก็สามารุรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้เป็นแม่ได้ ...เธอไม่เคยเอะใจแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เจคอบมีหน้าตาคล้ายคลึงกับคาโลมันเหลือเกิน ต่างตรงแค่สีผมกับความซนที่ได้มาจากเธอ.... เมื่อนึกถึงสีผมเธอก้สะดุดอยู่จุดๆหนึ่งที่เปลี่ยนไป..เพราะเมื่อคืนนี้เธอไม่ได้สังเกตุ

เจคอบ...มีผมสีเงินแซมขึ้นมาบริเวณด้านหน้า

เธอกล่าวขึ้นอย่างแปลกใจก่อนจะก้มหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ........ลูกแม่.....ลูกรู้อยู่แล้วใช่มั้ย..ทำไมถึงไม่ยอมบอกแม่เลย...

ดวงหน้านวลแลดูเศร้าสร้อย ในขณะที่อีกหนึ่งคนเพียงแต่หลับตาพริ้มไม่รู้เรื่องรู้ราว ...ขี่เซาจริงๆน่ะหนุ่มน้อย...

ฉันเห็นตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว มันคงจะสือ่อะไรซักอย่าง

คาโลเปรยขึ้นหลังจากเดินเข้าไปยืนมองอยู่ใกล้ๆ

ที่มีผมสีเงินแซมขึ้นมา มันแสดงถึงความแกร่งกล้าของเจคอบที่พึ่งบังเกิดน่ะค่ะ แต่มันจะเพิ่มมากหรือน้อยคิเรก็มิสามารถบอกได้ เจคอบมีความเป็นท่านทั้งสองอยู่มาก เพราะการที่เป็นลูกคนแรก เขาจึงสืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างจากพวกท่านออกมา

คิเรอธิบาย

เธอรู้เรื่องนี้

เฟรินถาม

คิเรทราบมานานแล้วค่ะคิเรทราบมาตลอดว่าเจคอบเป็นใคร..มาจากไหน..จะเป็นเช่นไร..

เธอเอียงหัวไปทางซ้ายพร้อมกับทอดสายตามองเจคอบอย่างเศร้าสร้อย

มีแต่เจ้าตัวต่างหาก...ที่ไม่เคยรับรู้อะไรเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย

ความจริงอันแสนเจ็บปวด

เฟรินเปรยขึ้นหลังจากฟังคำอธิบายของคิเร ก่อนจะโน้มตัวลงจูบคนตรงหน้าที่กลางหน้าพากอย่างอ่อนโยน

เจคอบรู้สึกถึงความอบอุ่นบริเวณใบหน้าที่เขาสัมผัสได้โดยสันชาติญาณ เขาจึงลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งที่แลเห็นคือดวงหน้าแสนหวานของหญิงสาววัยสิบหกที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ......ท่านแม่.. จูบเราหรอ เขายกมือขึ้นมาแตะบริเวณโหนกแก้มของเฟริน ก่อนจะค่อยๆลูบไล้เช็ดน้ำอุสสุชลแห่งความโศกเศร้าบนดวงหน้างามๆของเธอให้จางไปแล้วพูดขึ้นว่า

พี่นี่ขี้แงจัง ร้องไห้ทำไม..ผมไปตั้งเที่ยงคืนน่ะ

เจคอบกล่าวอย่างทะเล้นใบหน้ายิ้มแฉ่งราวดอกทานตะวันในวันแรกแย้ม เพื่อปกปิดความรู้สึกที่ไม่อยากจะเปิดเผยออกมา

ไม่ยักรู้..ว่าหัวขโมยกำมะลอแห่งเวนอลอย่างผม..จะมีคนร้องไห้ตามด้วย

เขากล่าวพร้อมๆกับค่อยๆใช้แขนทั้งสองข่างดันตัวลุกขึ้นมานั่ง คิ้วของเฟรินมุ่นเข้าหากัน ปากคู่สวยเหยี่ยดเม้มเป็นเส้นตรง พร้อมกับเอียงหัวมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา มือทั้งสองล่องลอยอย่างช้าเอื่อมไปสัมผัสใบหน้าขของเด็กหนุ่มอย่างไม่ได้ตั้งตัว น้ำตาไหลพรากออกมาอีกคราเมื่อนึกถึงความฝันที่เธอเคยฝันเมื่อคืนผ่านๆมา

สิบสี่ปีเชียวหรือที่เธอปล่อยเขาเอาไว้ นี่เธอจะต้องปล่อยเขาในอนาคตถึงสิบสี่ปีใช่มั้ย ..ท่านแม่..ท่านแม่อยู่หนใด..เหตุไฉนโชคชะตาจึงไม่เข้าข้าง...พรากท่านไปจากข้า..พรากลูกไปจากอก..นี่หรือคือชะตากรรมของธิดาแห่งความมืด..มีสิ่งสิ่งไหนที่ข้าจำเป็นต้องสูญเสียอีกบ่าง.....เพราะเฉกฉันใดจึงเป็นเช่นนี้..

เธออายุสิบหก แแต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบ เธอสัมผัสได้ถึงความรักที่เธอมีต่อเขามันท่วมท้นเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ความรักที่เกินกว่าจะบรรยาย ความรักของแม่คนหนึ่งที่จะมีให้ลูกได้ เธออดกลั้นมันไม่ไหวแล้วที่จะต้องนั่งมองเขาเดินจากไป

เฟรินกระชากเจคอบเข้ามาโอบกอดอย่างเต็มรัก เด็กหนุ่มรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก เขายกมือขึ้นโอบกอดเธอเช่นกันพร้อมกับซุกหัวไว้ระหว่างคอของเธอพร้อมกับเบือนหน้าหลบคนอื่นๆเพื่อไม่แสดงความรู้สึกให้ใครเห็น

เจคอบ จาคอบเบี่ยน วาเนบลี.....ลูกของฉันใช่มั้ย

เฟรินกล่าวเนิบๆเอื่ิอยๆ คนถูกขนานนามก็ถึงกับตลึง

.....ท่านแม่ทรงทราบความจริง....

ท่านแม่..

เจคอบเรียกเฟริน ก่อนจะปลีกตัวออกจากอ้อมกอดของเธอ

ผม..ขอโทษ..ที่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน..ผมไม่ควรมาที่นี่.. ท่านแม่ควรจะใช้ชีวิตในวัยรุ่นของท่านอย่างมีความสุข...ผมไม่มีเจตนาจะทำร้ายท่าน.. เพียงแต่ก่อนหน้านี้..........

เจคอบอธิบายอย่างยาวเหยียดและเร่งรีบราวกับขบวนรถไฟที่ตั้งหน้าตั้งตามุ่งไปตามรางก่อนที่จะชะงักกระทันหันกับคำที่เขาจะพูดออกไป

ผม..มิอาจทราบมาก่อนว่าผมเป็นลูกของท่านแม่เฟลิโอน่า และท่านพ่อคาโล

เขากล่าวด้วยความเจ็บปวด

ผม..ขอโทษที่ต้องทำให้ท่านทั้งสองเดือดร้อน..ผม....

ไม่ทันที่เจคอบจะกล่าวจบบุรุษหนึ่งก็ค้านขึ้นมา

เจคอบ..นายไม่ได้ทำให้พวกฉันเดือดร้อนหรอก

คาโลกล่าวขึ้น เรียกใบหน้าของทั้งที่นั่งอยู่บนเตียงหันกลับไปมองอย่างสงสัย

แต่อย่าทำเรื่องแบบนี้บ่อยนัก

คาโลเตือน เจคอบพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

ไปอาบน้ำซะ จะได้ไปทานอาหารแล้วเตรียมตัวไปเรียน

คนเป็นพ่ออกคำสั่ง

อืมท์ แลละอีกอย่างหลังจากนี้เวลาเรียน ฉันอยากให้พวกเราในห้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ อย่างเพร่งพรายออกไปเห็นจะดีกว่า เพราะเรามิอาจทราบว่าคนภายในโรงเรียนอาจจะเป็นผู้ให้กำเนิดทายาทแห่งบูรพาหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นภัยต่อพวกเราได้ สิ่งไหนที่เพื่อนๆคนอื่นๆรู้ไปแล้วก็ปล่อยไปตามน้ำ แต่เรื่องคิเรเป็นลูกของนายกับเรนอน

คาโลอธิบายพร้อมกับหันหน้าไปทางคิล คนถูกสั่งถึงกับหน้าขึ้นสี ทอดสายมองสาวน้อยรูปงามที่เขาหลงไหลนอนสลบหลับตาพริ้มอยู่บนที่นอนอย่างอายๆ

และเรื่องเจคอบเป็นลูกของฉันกับเฟริน อย่าให้ใครรู้จะดีกว่า ..ถ้าเรนอนตื่นขึ้นมา นายก็เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังด้วย

จากนั้นเขาก็หันหน้ากลับมาทางคิเรและเจคอบ

ส่วนพวกเธอสองคน เรียกเราว่าพี่ตามปกติ พยายามเก็บความรู้สึกไว้บ่าง อย่าพรั้งปากพูดสิ่งใดให้มากนัก เพราะมันอาจจะเป็นภัยต่อตัวพวกเธอทั้งสองเอง

เขาหันมาเตือนเด็กน้อยทั้งคู่แห่งอนาคตพร้อมกับยึดหน้ากากฟาโรออกมาบังหน้า พร้อมกับสอนพวกเขาทั้งสอง ทั้งๆที่ตัวเขาเองอยากจะกอดคนเป็นลูกใจแทบขาดก็ตาม ..ในใจนึกอิจฉาคนเป็นแม่ยิ่งนักที่สามารถกระทำตามใจตัวเองได้อย่างไม่ต้องอายใคร..นึกแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

เจคอบรีบวิ่งไปอาบน้ำ ซักพักเรนอนก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ เฟรินแลละคาโลนั่งคุยกันอยู่ซักพัก คิลจึงรับหน้าที่อธิบายเรื่องทั้งหมดให้เรนอนฟังไปพร้อมกับหันหน้าหนี อธิบายไปใบหน้าก็ร้อนผาวเพราะความอาย เรนอนนั่งเอามือกอดเข่ามุดหน้างุดบนผ้าห่มที่คลุมเขาอยู่ เธอรู้สึกตัวเบาหวิวอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ทั้งอายทั้งรู้สึกร้อนไปทั้งตัว ..นี่เธอมีลูกกับนักกฆ่าปัญญาอ่อนจริงๆหรือนี่..

คิเรแอบนึกขันพร้อมกับแอบมองพ่อแม่ของเธอในยามอายกันและกันอยู่อีกมุมห้องหลังจากที่เธอลากเจ้าแซนดี้ที่ไปหลบนอนอยู่ใต้ตัวทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ คาดว่ามันคงจะแอบหนีหลังจากโดนเจคอบปลุกเมื่อคืนนี้ เพราะเนื่องจากพวกเขามัวแต่สนใจคนอื่นมากกว่า จึงไม่มีใครสังเกตุเห็นเจ้ากวางน้อยผู้เคราะห์ร้ายที่มีนาย เป็นเจคอบ จาคอบเบียน วาเนบลี ลูกของหัวขโมยแห่งบารามอสตัวนี้ว่ามันไปหลบอยู่หนใด

ภาพของคิลกับเรนอนในตอนนี้แลดูน่าขันผิดกับเมื่อก่อนหน้านี้ซะไม่มีผิด ในตอนที่เขาทั้งสองทะเลาะกันราวกับเด็กๆจนเป็นเหตุทำให้ลูกสาวในอนาคตเข้าใจผิดว่าท่านพ่อของเธอกำลังจะทำร้ายท่านแม่สุดที่รักของเธอเข้าให้หรือกระไร เล่นเอาเด็กน้อยผู้ไรเดียงสาพรั้งปากเปิดเผยความจริงออกมาอย่างตั้งตัวไม่ทัน เพื่อทำการระงับศึกของทั้งคู่ ซึ่งดูได้ผลเกินคาด ท่านพ่อท่านแม่ของเธอดูท่าว่าจะไม่ทะเลาะกันไปอีกนาน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่กล้ามองหน้ากันอีกต่อไป

ฮิ ฮิ ฮิ..น่ารัก

คิเรหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว เพราะเจ้าแซนดี้ยังไม่ตื่น

อะไรน่ารักหรอคิเร
เจคอบถามขึ้นเมื่อเดินออกมาเห็นคิเรหัวเราะคิดคักอยู่คนเดียวพร้อมๆกับพูดคำว่า ..น่ารัก.. ออกมา

ท่านพ่อกับท่านแม่น่ะสิ

เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ฮือ....

เจคอบครางพร้อมกับทำตาโตอย่างสงสัย คิเรจึงพยักหน้้าเป็นเชิงสงเซ็นต์ให้เจคอบมองไปทางคิลและเรนอนคิลนั่งหันหลังให้เรนอน ส่วนเรนอนมุดหัวงุดๆอยู่บนผ้าห่ม เจคอบรู้สึกงงว่ามันคืออะไรตึงหันหน้ากลับมาหาคิเรแล้วมุ่นคิ้วเข้าหากันเป็นเชิงถามว่า...นี่หรอที่เธอบอกว่าน่ารัก.. คิเรมีสีหน้าเริ่มหมั่นใส้คนตรงหน้านักจึงตะโกนออกมาซะดังลั่น

โถ่..ผู้ชายก็งี้.. ก็ฉันมองท่านพ่อกับท่านแม่งอนกันไงนายโง่

เธอเริ่มหมดความอดทน